ประเทศไทย : ชาวอุยกูร์สองคนถูกตัดสินโทษประหารชีวิตจากการพิจารณาคดีที่ไม่เป็นธรรม

11/06/2026
Communiqué
en es fr th

สหพันธ์เพื่อสิทธิมนุษยชนสากล (FIDH) แสดงความเสียใจต่อคำพิพากษาของศาลไทยให้ประหารชีวิตชายชาวอุยกูร์สองคนจากเขตซินเจียงของประเทศจีน ภายหลังการพิจารณาคดีที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานสากล และเรียกร้องให้มีการเพิกถอนคำพิพากษาลงโทษและโทษประหารชีวิตที่มีต่อทั้งสองคนดังกล่าว

ปารีส, 11 มิถุนายน 2569. เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 ศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำพิพากษาว่า บิลาล โมฮัมเหม็ด และ ยูซูฟู ยูซุฟู เมียไรลี มีความผิดจากการก่อเหตุระเบิดศาลพระพรหมเอราวัณในกรุงเทพฯ เมื่อเดือนสิงหาคม 2558 ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 20 ราย และได้รับบาดเจ็บมากกว่า 120 ราย

ในคำพิพากษา ศาลได้อ้างถึงคำให้การและพยานหลักฐานที่น่าเชื่อถือจากพยานฝ่ายโจทก์คนสำคัญประมาณ 10 ราย ศาลยกข้อกล่าวอ้างของจำเลยเกี่ยวกับการถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจไทยปฏิบัติอย่างโหดร้ายทารุณระหว่างการสอบสวน โดยระบุว่าข้อกล่าวอ้างดังกล่าวไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะพิสูจน์ได้

ชายชาวอุยกูร์ทั้งสองถูกควบคุมตัวมาเป็นเวลาเกือบ 11 ปี ระหว่างรอผลการพิจารณาคดี ทั้งสองยังคงยืนยันความบริสุทธิ์ของตน และระบุว่าจะยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาลงโทษและโทษประหารชีวิตดังกล่าว

“โทษประหารชีวิตที่กำหนดต่อชาวอุยกูร์ทั้งสองคนนี้เป็นการซ้ำเติมความอยุติธรรมที่พวกเขาได้รับ หลังจากที่ทั้งสองต้องเผชิญกับการละเมิดสิทธิในการได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรมหลายประการ พวกเขาอาจต้องเผชิญกับการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานที่สุด ไก้แก่สิทธิในการมีชีวิต โทษประหารชีวิตของพวกเขาควรถูกยกเลิก และควรคืนกระบวนการยุติธรรมที่ถูกต้องให้แก่พวกเขา” เทปเป โอโนะ รองประธาน FIDH กล่าว

FIDH ย้ำว่า การพิจารณาคดีต่อบิลาล โมฮัมเหม็ด และยูซูฟู เมียไรลี เต็มไปด้วยการละเมิดสิทธิในการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรมอย่างต่อเนื่องและร้ายแรง ซึ่งรวมถึง : สิทธิในเสรีภาพ ; สิทธิในการได้รับการปฏิบัติอย่างมีมนุษยธรรมและได้รับการคุ้มครองจากการทรมานและการปฏิบัติที่ไม่เหมาะสมขณะถูกควบคุมตัว ; สิทธิในการโต้แย้งความชอบด้วยกฎหมายของการควบคุมตัว ; สิทธิในการได้รับการพิจารณาคดีโดยศาลที่เป็นอิสระ เป็นกลาง และมีอำนาจ ; และสิทธิในการได้รับการพิจารณาคดีภายในระยะเวลาที่เหมาะสม สิทธิเหล่านี้ได้รับการรับรองโดยกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights - ICCPR) และอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือลดทอนศักดิ์ศรีอื่นๆ (Convention against Torture and Other Cruel, Inhuman or Degrading Treatment or Punishment - CAT) ซึ่งประเทศไทยเป็นรัฐภาคีทั้งสองฉบับ การละเมิดสิทธิดังกล่าวทำให้คณะทำงานว่าด้วยการควบคุมตัวโดยพลการแห่งสหประชาชาติ (United Nations Working Group on Arbitrary Detention - WGAD) ประกาศว่าการควบคุมตัวบิลาล โมฮัมเหม็ด และยูซูฟู เมียไรลี เป็น "การควบคุมตัวโดยพลการ"

FIDH ย้ำข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลไทยให้ยกเลิกโทษประหารชีวิตสำหรับความผิดทางอาญาทุกประเภท และในระหว่างนี้ ให้ประกาศระงับการบังคับใช้โทษประหารชีวิตอย่างเป็นทางการและถาวร เปลี่ยนโทษประหารชีวิตทั้งหมดเป็นโทษจำคุก ยกเลิกบทบัญญัติที่กำหนดโทษประหารชีวิตเป็นโทษบังคับที่มีอยู่ และลดจำนวนความผิดทางอาญาที่มีโทษประหารชีวิตลงอย่างมีนัยสำคัญ

ณ เดือนมีนาคม 2569 มีผู้ต้องโทษประหารชีวิตในประเทศไทยจำนวน 460 คน (ชาย 401 คน และหญิง 59 คน)
FIDH ซึ่งเป็นสมาชิกพันธมิตรสากลเพื่อต่อต้านโทษประหารชีวิต (World Coalition Against the Death Penalty ; WCADP) และเป็นสมาชิกของคณะกรรมการบริหาร คัดค้านโทษประหารชีวิตสำหรับทุกอาชญากรรมและทุกสถานการณ์

การควบคุมตัว "โดยพลการ" กว่าหนึ่งทศวรรษ

บิลาล โมฮัมเหม็ด ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารไทยจับกุมเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2558 ในกรุงเทพฯ ขณะที่ยูซูฟู เมียไรลี ถูกทางการกัมพูชาจับกุมในกรุงพนมเปญเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2558 ก่อนจะถูกส่งตัวให้แก่ทางการไทยในจังหวัดสระแก้ว ซึ่งมีพรมแดนติดกับกัมพูชา ในวันถัดมา หลังจากนั้น ทั้งสองถูกควบคุมตัวเป็นเวลาเกือบหนึ่งทศวรรษ ณ สถานที่ควบคุมตัวชั่วคราวนครไชยศรี ภายในค่ายทหารมณฑลทหารบกที่ 11 กรุงเทพมหานคร ก่อนจะถูกย้ายไปยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครในเดือนมีนาคม 2568

การพิจารณาคดีของทั้งสองเริ่มขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ 2559 โดยระหว่างปี 2559 ถึง 2562 คดีถูกพิจารณาในศาลทหารกรุงเทพฯ ก่อนจะย้ายมายังศาลอาญากรุงเทพใต้ในเดือนกรกฎาคม 2562 ซึ่งเป็นศาลพลเรือน อย่างไรก็ตาม กระบวนการพิจารณาคดียังคงดำเนินไปอย่างล่าช้าอย่างมาก การสืบพยานฝ่ายโจทก์จำนวน 447 ปากเสร็จสิ้นในเดือนตุลาคม 2568 บิลาล โมฮัมเหม็ด และยูซูฟู เมียไรลี เบิกความต่อศาลในเดือนธันวาคม 2568 และเดือนมกราคม 2569 ตามลำดับ โดยจำเลยทั้งสองแจ้งต่อศาลว่าพวกเขาถูกเจ้าหน้าที่ไทยปฏิบัติอย่างไม่เหมาะสมระหว่างการสอบสวนในเดือนกันยายน 2558 เพื่อบังคับให้รับสารภาพ

ในความเห็นที่รับรองเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 และเผยแพร่ต่อสาธารณะในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 2568 WGAD เห็นว่าการลิดรอนเสรีภาพของบิลาล โมฮัมเหม็ด และยูซูฟู เมียไรลี เป็นเวลายาวนานนั้นเป็นการควบคุมตัวโดยพลการ และเรียกร้องให้รัฐบาลไทยปล่อยตัวทั้งสองโดยทันที

WGAD ยังเรียกร้องให้รัฐบาลไทยและรัฐบาลกัมพูชารับรองให้บิลาล โมฮัมเหม็ด และยูซูฟู เมียไรลี มี “สิทธิในค่าชดเชยและการเยียวยาที่บังคับใช้ได้” นอกจากนี้ WGAD ยังเรียกร้องให้รัฐบาลทั้งสองประเทศ “รับรองให้มีการสืบสวนอย่างเต็มรูปแบบและเป็นอิสระ” เกี่ยวกับการควบคุมตัวโดยพลการของทั้งสอง

Lire la suite