เจนีวา–ปารีส, 15 ธันวาคม 2568. การพิจารณาคดีซึ่งเริ่มต้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2559 ยังคงเต็มไปด้วยการละเมิดหลักการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม โดยช่วงปี 2559–2562 คดีถูกพิจารณาในศาลทหารกรุงเทพฯ ก่อนจะย้ายมายังศาลอาญากรุงเทพใต้ในเดือนกรกฎาคม 2562 แต่ความคืบหน้าก็ยังเชื่องช้าอย่างมาก นับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2568 มีการไต่สวนหลายครั้งโดยที่จำเลยทั้งสองไม่ได้รับล่ามภาษาอุยกูร์
“กระบวนการสอบสวน การดำเนินคดี และการพิจารณาคดีของบิลาล โมฮัมเหม็ด และยูซุฟู เมียไรลีเต็มไปด้วยการละเมิดสิทธิมนุษยชน และสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างบางประการในระบบกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของไทย ชายชาวอุยกูร์ทั้งสองยังคงถูกควบคุมตัวโดยพลการ และการดำเนินคดีอาญาที่อาจเป็นหนึ่งในคดีที่ยาวนานที่สุดของไทยก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติลง” เทปเป โอโนะ รองประธาน FIDH กล่าว
ระหว่างวันที่ 2–4 ธันวาคม 2568 บิลาล โมฮัมเหม็ด ให้การต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ว่าเขาหลบหนีออกจากเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ในประเทศจีนเมื่อปี 2558 ท่ามกลางการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ทวีความรุนแรงขึ้น และเดินทางถึงกรุงเทพฯ เพียงไม่กี่วันหลังเหตุระเบิด เขาให้การด้วยว่าระหว่างการสอบสวนในปลายเดือนกันยายน 2558 เขาถูกเจ้าหน้าที่ไทยปฏิบัติอย่างโหดร้ายทารุณเพื่อบังคับให้รับ"สารภาพ" เขาให้การต่อศาลเกี่ยวกับการได้รับการปฏิบัติที่โหดร้ายทารุณจากเจ้าหน้าที่หลายประการ เช่นการถูกนำตัวไปสอบสวนในสภาพที่ถูกปิดตา ถูกเล็งปืนใส่ และไม่ได้รับล่ามภาษาอุยกูร์ตลอดกระบวนการสอบสวน ทำให้เขาต้องลงนามในเอกสารที่จัดทำเป็นภาษาไทยซึ่งเขาไม่สามารถอ่านเข้าใจได้ นอกจากนี้ ระหว่างถูกควบคุมตัวที่มณฑลทหารบกที่ 11 เขายังถูกล่ามขาไว้กับเตียงตลอดเวลา จนถึงเดือนธันวาคม 2558
การพิจารณาคดีจะเริ่มขึ้นอีกครั้งในวันที่ 14 มกราคม 2569 ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ โดยจะเป็นการไต่สวนจำเลยอีกคนหนึ่งคือ ยูซุฟู เมียไรลี ปัจจุบันจำเลยทั้งสองถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร
“ทั้งฝ่ายอัยการและศาลของไทยดูเหมือนยังไม่รับรองให้มีการสอบสวนข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการปฏิบัติที่มิชอบอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นกลาง ความล้มเหลวนี้ไม่เพียงเป็นการละเมิดสิทธิของจำเลยในการได้รับการเยียวยาที่มีประสิทธิผลเท่านั้น แต่ยังบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของกระบวนการพิจารณาคดี และทำให้เกิดข้อสงสัยอย่างหนักแน่นว่าการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรมจะเกิดขึ้นได้หรือไม่” เอียน ไซเดอร์แมน ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายกฎหมายและนโยบาย ICJ กล่าว
FIDH และ ICJ ยินดีกับความเห็นของWGAD และเรียกร้องให้รัฐบาลไทยและกัมพูชาดำเนินการโดยทันทีเพื่อให้สอดคล้องกับข้อค้นพบของกลไกสหประชาชาติ เพื่อให้เป็นไปตามพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศของทั้งสองประเทศ รวมถึงกฎหมายและมาตรฐานระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง
FIDH และ ICJ ยังย้ำข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลไทยให้ประกันว่าจำเลยทั้งสองได้รับการปฏิบัติและสภาพการควบคุมตัวที่เป็นไปตามพันธกรณีของไทยภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) อนุสัญญาต่อต้านการทรมาน (CAT) และข้อกำหนดมาตรฐานข้นต่ำของสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง (ข้อกำหนดเนลสัน แมนเดลา)
การควบคุมตัวถูกประกาศว่าเป็น “การควบคุมตัวโดยพลการ”
บิลาล โมฮัมเหม็ด และยูซุฟู เมียไรลี ชาวอุยกูร์จากเขตซินเจียง ประเทศจีน ถูกดำเนินคดีในประเทศไทยเป็นเวลาเกือบ 10 ปี หลังถูกกล่าวหาว่าก่อเหตุระเบิดศาลพระพรหมเอราวัณในกรุงเทพฯ เมื่อเดือนสิงหาคม 2558 ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 20 ราย และบาดเจ็บมากกว่า 120 คน
บิลาล โมฮัมเหม็ด ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารไทยจับกุมเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2558 ในกรุงเทพฯ ส่วนยูซุฟู เมียไรลีถูกจับกุมในกัมพูชาเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2558 ก่อนถูกส่งตัวกลับและถูกเจ้าหน้าที่ไทยควบคุมตัวที่ชายแดนไทย–กัมพูชาในวันเดียวกัน ภายหลังทั้งสองถูกควบคุมตัวเกือบทศวรรษในค่ายทหารมณฑลทหารบกที่ 11 กรุงเทพมหานคร ก่อนถูกย้ายไปเรือนจำพลเรือนในเดือนมีนาคม 2568
ความเห็นของWGAD ซึ่งได้รับรองเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 และเผยแพร่ต่อสาธารณะเมื่อช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 2568 เกิดจากข้อร้องเรียนของFIDH และ ICJ ที่เสนอต่อ WGAD เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2566 ในความเห็นดังกล่าว WGAD เห็นว่าการควบคุมตัวบิลาล โมฮัมเหม็ด และยูซุฟู เมียไรลี เป็นการควบคุมตัวโดยพลการ และเรียกร้องให้รัฐบาลไทยปล่อยตัวทั้งสองโดยทันที รวมถึงให้ “สิทธิในค่าชดเชยและการเยียวยาที่มีผลบังคับใช้ได้จริง”
WGAD ยังเรียกร้องให้รัฐบาลกัมพูชามอบสิทธิในค่าชดเชยและการเยียวยาแก่ยูซุฟู เมียไรลี และขอให้ทั้งสองรัฐบาล “จัดให้มีการสอบสวนอย่างเต็มรูปแบบและเป็นอิสระ” เกี่ยวกับการควบคุมตัวโดยพลการของชายทั้งสอง
WGAD ระบุว่าการควบคุมตัวบิลาล โมฮัมเหม็ด และยูซุฟู เมียไรลีเป็นการควบคุมตัวโดยพลการ เนื่องจากขัดต่อบทบัญญัติของปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (UDHR) มาตรา 2, 3, 5, 9, 10 และ 11 และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) มาตรา 2, 9, 10, 14 และ 26 ซึ่งคุ้มครองสิทธิในเสรีภาพ การปฏิบัติอย่างมีมนุษยธรรม สิทธิในการพิจารณาคดีที่เป็นธรรม และหลักการความเสมอภาคและไม่เลือกปฏิบัติ
ในความเห็นดังกล่าว WGAD ชี้ว่า การควบคุมตัวในระยะแรกของชายทั้งสองโดยตำรวจและทหารไทยปราศจากฐานทางกฎหมาย เนื่องจากทั้งคู่ถูกจับกุมโดยไม่มีหมายจับ และไม่ได้รับแจ้งเหตุผลของการจับกุมเป็นภาษาที่ตนเข้าใจ
WGAD ยังวินิจฉัยว่า การควบคุมตัวทางปกครองเป็นเวลาเจ็ดวันซึ่งถูกใช้กับจำเลยทั้งสองในช่วงแรกหลังการจับกุม มีลักษณะเป็นการควบคุมตัวก่อนการพิจารณาคดีอาญา "โดยปราศจากหลักประกันด้านสิทธิในกระบวนพิจารณาที่ผู้ต้องสงสัยพึงมี" คณะทำงานยังระบุด้วยว่าการควบคุมตัวต่อมาที่ค่ายทหารมณฑลทหารบกที่ 11 เป็นเวลา 6 และ 8 วันก่อนถูกนำตัวขึ้นศาล เป็นการเกินกว่ากำหนด 48 ชั่วโมงสำหรับการควบคุมตัวโดยไม่มีการตั้งข้อหาและไม่มีการตรวจสอบโดยศาล ซึ่งเป็นข้อกำหนดตามกฎหมายระหว่างประเทศและได้รับการยืนยันโดยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ จากการกระทำดังกล่าว ทำให้สิทธิของทั้งสองคนในการได้รับแจ้งเหตุผลของการจับกุม และสิทธิในการถูกนำตัวขึ้นศาลโดยไม่ล่าช้า ซึ่งได้รับการคุ้มครองตามมาตรา 3 และ 9 ของUDHR และมาตรา 9(2) และ (3) ของICCPR ถูกละเมิด
ในประเด็นสิทธิในการพิจารณาคดีที่เป็นธรรมซึ่งหากไม่ปฏิบัติตามจะถือเป็นการควบคุมตัวโดยพลการ WGAD พบการละเมิดอย่างร้ายแรงหลายประการ คณะทำงานฯ พบว่ามีการละเมิดสิทธิของจำเลยในการเข้าถึงทนายความและการสื่อสารกับทนายความอย่างเป็นความลับตามมาตรา 14(3)(b) ของ ICCPR เนื่องจากในช่วงแรกของการสอบปากคำ การไต่สวน และการนำชี้ที่เกิดเหตุ ทั้งสองไม่ได้เข้าถึงทนายความที่ตนเลือกได้
WGAD ยังระบุว่า การที่เจ้าหน้าที่ไทยใช้ “คำรับสารภาพ” ของบิลาล โมฮัมเหม็ด ซึ่งเขายืนยันว่าได้มาจากการปฏิบัติที่มิชอบโดยเจ้าหน้าที่ที่ค่ายทหารมณฑลทหารบกที่ 11 โดยที่ปราศจากการโต้แย้งจากรัฐบาลไทย ถือเป็นการละเมิดสิทธิที่จะไม่ถูกบังคับให้ให้การปรักปรำตนเองหรือรับสารภาพ ซึ่งได้รับการคุ้มครองตามมาตรา 5 ของ UDHR และมาตรา 14(3)(g) ของ ICCPR
คำแถลงสาธารณะของตำรวจไทยที่ประกาศความผิดของบิลาล โมฮัมเหม็ด ตลอดจนการใช้โซ่ตรวนระหว่างการนำชี้เหตุการณ์ต่อสาธารณะและในการพิจารณาคดีทุกครั้ง ล้วนเป็นการละเมิดหลักสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ ซึ่งได้รับการคุ้มครองตามมาตรา 11(1) ของ UDHR และมาตรา 14(2) ของ ICCPR
WGAD เห็นว่าการที่จำเลยทั้งสองถูกควบคุมตัวและถูกพิจารณาคดีโดย “กลไกทางทหารชุดเดียวกัน” เป็นปัจจัยที่บ่อนทำลายสิทธิในการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรมและชอบด้วยกระบวนการทางกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเริ่มต้นพิจารณาคดีในศาลทหารกรุงเทพฯ ถือเป็นการละเมิดมาตรา 14(1) ของ ICCPR และขัดต่อกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศที่ห้ามการพิจารณาคดีพลเรือนในศาลทหาร
WGAD ยังพบว่าการพิจารณาคดีที่ยืดเยื้อเกินกว่าเก้าปี “เกินกว่าที่จำเป็นและสมเหตุสมผลสำหรับกระบวนการทางอาญา” และเป็นการละเมิดสิทธิในการได้รับการพิจารณาคดีโดยไม่ล่าช้าโดยไม่จำเป็นตามมาตรา 14(3)(c) ของ ICCPR นอกจากนี้ ปัญหา “ความบกพร่องอย่างเป็นระบบในการจัดล่าม” ตลอดกระบวนการยังละเมิดสิทธิในการได้รับความช่วยเหลือด้านการแปลตามมาตรา 14(3)(f) ของ ICCPR
นอกจากนี้ WGAD ยังสรุปว่าจำเลยทั้งสองถูก “ควบคุมตัวอย่างเลือกปฏิบัติ” เนื่องจากเชื้อสายอุยกูร์ โดยชี้ให้เห็นถึงรูปแบบการกระทำของรัฐบาลไทยในการดำเนินมาตรการต่อผู้ลี้ภัยอุยกูร์ผ่านการจับกุม การควบคุมตัวเป็นเวลานาน และการส่งกลับโดยไม่สมัครใจ การกระทำดังกล่าวถือเป็นการละเมิดมาตรา 2 ของ UDHR และมาตรา 2 และ 26 ของ ICCPR
หลังถูกควบคุมตัวในความดูแลของทหารยาวนานกว่าเก้าปี บิลาล โมฮัมเหม็ดและยูซุฟู เมียไรลีถูกย้ายไปเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2568 อย่างไรก็ดี WGAD ระบุว่ามี “ความกังวลอย่างยิ่ง” เกี่ยวกับสภาพการควบคุมตัวที่ย่ำแย่และการปฏิบัติมิชอบ"อย่างเป็นระบบ"ที่ทั้งสองเผชิญในสถานควบคุมตัวของทหาร รวมถึงการไม่ได้รับการรักษาพยาบาลที่เพียงพอ การปฏิเสธความต้องการด้านอาหารตามความเชื่อทางศาสนา และการแยกจากผู้ต้องขังรายอื่น WGAD เห็นว่าสภาพการควบคุมตัวดังกล่าวขัดต่อพันธกรณีของไทยตามมาตรา 10(1) ของ ICCPR และไม่สอดคล้องกับมาตรา 25 ของ UDHR รวมถึงข้อกำหนดเนลสัน แมนเดลา
สำหรับกรณีของยูซุฟู เมียไรลี WGAD ยังสรุปว่ารัฐบาลกัมพูชามีส่วนรับผิดชอบต่อการจับกุม การควบคุมตัว และการส่งตัวของเขา ซึ่งไม่ได้เป็นไปตามข้อกำหนดของมาตรา 9 ของ UDHR และมาตรา 9(2) และ (3) ของ ICCPR